posted on 01 Sep 2011 10:16 by jee-san in Diary
เมื่อคืนแทบนอนไม่หลับเลย... คิดเรื่องน้องหมอนดินสอ
ดูท่าว่ามัน...ใกล้จะไปแล้ว
ก็รู้ว่าถึงเวลาต้องทำใจ แต่... เฮ่อ!
นอนด้วยกันมาตั้ง 20 ปี (แม้ว่าช่วงห้าปีแรกจะไม่ค่อยสนใจ เพราะกำลังติดอีกใบหนึ่งก็เหอะ) ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
นึกถึงแล้วก็ใจหาย
เมื่อคืนคิดมากจริงๆ ถึงขนาดเอาใบใหม่มากอดแทนเพื่อทำความคุ้นเคย
ถ้าหาใบที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับใบที่ใกล้จะเปื่อยนี้(อย่างน้อยให้วัสดุเหมือนกัน และขนาดใกล้เคียงกัน)ได้ก็ดี
นึกแล้วก็อดน้อยใจไม่ได้ว่า "แล้วทีไอ้พวกตุ๊กตาผ้าที่เราไม่เคยคิดสนใจ ทำไมมันถึงได้อยู่ยงคงกระพันธ์ จนเราต้องขนไปบริจาค หรือไม่ก็ฝากไว้กับชาวบ้านตั้งเยอะแยะ"
posted on 31 Aug 2011 11:50 by jee-san in Tag
วัตถุประสงค์
ค้นหาสเป็กของคุณ
คำสั่ง
จงตอบคำถามเป็นข้อๆไป... เน้นความจริง XD ผู้ถูกแท็กเชิญทำต่อด้วย (ให้แปะรูปสวยๆ,หล่อของตัวเองด้วย... เผื่อมีคนแอบสนใจคุณ... เอิ๊กๆ)

ถ้าเป็นรูปเดี่ยว(หมายถึงรูปที่ถ่ายโดยไม่ได้จงใจเก็กท่าถ่ายร่วมกับใคร) ก็ชอบรูปนี้มากที่สุด
สเป็ก/ความชอบ (ตอบตามจริง)
ชื่อ (ตอบชื่อเล่น... ชื่อจริง ได้หมด) : ถึงจะชอบชื่อจริงมาก(เพราะมันเหมือนชื่อผู้ชาย) แต่ก็ชอบให้คนเรียกด้วยชื่อเล่นมากกว่า เพราะฉนั้นเอาชื่อเล่นไปละกัน ชื่อ จี๋
อายุ : 25 ปี
เกิดราศีใด : ราสีพฤษภ์
กรุ๊ปเลือด : กรุ๊ป A
12 นักษัตร เกิดปีอะไร : ปีขาน
คุณเป็นเพศไหนตามบัตรประชาชน (ช/ญ) : ญ (เป็นผู้หญิง...ครับ)
คุณเป็นเพศไหนในปัจจุบัน : เป็นผู้ชาย...ในสายตาและความรู้สึกของเพื่อน...บางคน(น่าจะเกือบทั้งหมดเลยล่ะ)
คุณเคยมีแฟนหรือไม่ กี่คน : เคย... มีคนเดียว ครั้งเดียว นอกนั้น(หมายถึงครั้งอื่นๆ)แอบรัก
รักครั้งแรก : เมื่อ 12-13 ปี ที่แล้ว แอบรักเพื่อนผู้หญิงที่คอยช่วยเหลือ(พาไปที่ต่างๆ เขียนงาน)เวลาอยู่ที่โรงเรียน)
คุณชอบเพศไหน : ที่ผ่านมา เคยมีความรู้สึกดีๆ(ประทับใจ ผูกพันธ์ อยากสนิทสนม)ได้กับทั้งผู้ชาย และผู้หญิง แต่มักสนใจและอยากเป็นแฟนกับผู้หญิง(ที่ไม่ใช่ทอม)
สถานะตอนนี้ของคุณ ตอนนี้โสด มีแฟนแล้ว : โสดสนิท และคาดว่าจะคงสถานะนี้อีกนาน
คุณจะมองคนที่เป็นสเป็ก คุณจะมองที่ไหนเป็นอันดับแรก ความสูง หุ่น หน้าตา นิสัย ฯลฯ : ถ้าจะคบเป็นแฟนนี่ อาจพิจารณาเรื่องหุ่นด้วย แต่ก็ให้ความสำคัญกับนิสัยมากที่สุด คือถึงหุ่นไม่ตรงสเป็ก นิสัยเป็นแบบที่ชอบก็ OK ที่ผ่านมาเรามีความรู้สึกชอบก็จากนิสัยที่เขาแสดงออกมานี่ล่ะ
คุณชอบคนผิวสีอะไร : ไม่ค่อยชอบคนผิวคล้ำนะ แต่ยังไงเราก็มองไม่เห็น เอาเป็นว่ายังไงก็ได้ล่ะกัน เน้นเรื่องนิสัย
คุณชอบคนหุ่นแบบไหน : ชอบคนหุ่นบางกว่าเรา ใจจริงอยากให้เตี้ยกว่าด้วย แต่คงไม่มีใครเตี้ยกว่าเราแล้ว(เราสูง 150 เซนฯ เอง)
คุณชอบคนสูงระดับไหน (โปรดระบุความสูง) : ส่วนสูงไม่เกิน 165 เซนฯ
คุณชอบคนที่ไว้ผมระดับไหน แบบไหน : จำได้ว่า ตอนที่ยังพอมองเห็น สนใจและชอบมองผู้หญิงผมยาว(อย่างน้อยต้องยาวขนาดพอรวบเป็นหาม้าได้)ที่ผมไม่หยิกหรือฟู
คุณชอบคนประเทศอะไร โซนไหน : สนใจทำความรู้จักกับชาวต่างชาติทุกคน โดยเฉพาะญี่ปุ่นกับพวกฝรั่ง แต่ยังไม่เคยรู้สึกอยากเป็นแฟนกับชาวต่างชาติคนไหนเลย
คุณคิดว่า คุณจะได้แฟนเป็นคน ไทย หรือต่างชาติ : ภาษาไม่ได้เรื่อง คงไม่มีทางหาแฟนต่างชาติได้
คุณชอบอวัยวะส่วนไหน ของคนที่เป็นสเป็ก : ไม่มี ไม่ได้ให้ความสำคัญ
คุณชอบคนที่หน้าตากี่เปอร์เซ็นต์ : ถ้าเอาเฉพาะหน้าตา(ไม่รวมหุ่น) ไม่เคยคิด แต่เผื่อไว้ 5 เปอร์เซ็นต์ ละกัน
คุณชอบคนที่นิสัยกี่เปอร์เซ็นต์ : 95 เปอร์เซ็นต์
นิสัย คนในสเป็กแบบไหนที่คุณชอบ : ซื่อสัตย์ สำรวม มีความรับผิดชอบ หนักแน่น(อย่างน้อยต้องหนักแน่นพอที่จะไม่สนใจคนอื่นในระหว่างที่ยังคบกับเรา) ไม่เอาแต่ใจหรือทำตัวเป็นใหญ่
คนพูดน้อย กับพูดมาก ชอบแบบไหน : ไม่ชอบคนพูดมากในลักษณะพูดเกือบตลอดเวลา ขี้บ่น เสียงดัง ถ้าไม่ใช่แบบที่เขียนนี้แล้วก็ได้หมด ที่สำคัญคือต้องสามารถเงียบในเวลาที่เราต้องการความเงียบ ซึ่งก็สังเกตได้ง่าย นอกจากเวลาฟังสื่อต่างๆ ถ้าเราหลบไปนั่งหรือนอนเล่นคนเดียวเมื่อไร นั่นล่ะ
ถ้าคุณมีแฟน คุณจะพูดมากกว่าแฟน หรือแฟนจะพูดมากกว่าคุณ : ในโลกนี้คงไม่มีใครพูดน้อยกว่าเราแล้ว
สเป็ก เลยต้องคนนี้ ไหนลองยกตัวอย่างมาสิ : บอกไปแล้วจะนึกออก(เห็นภาพ)มั้ยล่ะ ก็อดีตแฟนของเราไง(ถ้าคุณเธอเพิ่มความจริงใจมากกว่านี้สักหน่อย เราคงไม่เลิกกัน)
ทำไมถึงชอบละ ลองอธิบาย : ขอตอบอย่างง่ายว่า เพราะเขามีลักษณะตรงตามที่เราเขียนอยู่หลายข้อ
ถ้าแฟนคุณจนกว่าคุณ หรือรวยกว่าคุณ คุณแคร์มั้ย : แคร์นิดหน่อย อยากได้แฟนจนหรือพอมีกินมีใช้เหมือนกันมากกว่า เราจะได้มีโอกาสเป็นฝ่ายดูแล(เลี้ยง)บ้าง
ถ้าแฟนคุณการศึกษาสูงกว่า หรือต่ำกว่า คุณแคร์มั้ย : อันนี้ไม่แคร์ แต่ถ้ามีโอกาส เราอาจจะเรียนต่อ เพื่อให้ได้วุฒิเท่าแฟนเป็นอย่างน้อย
ถ้าหมอดูทักว่าคุณไม่ได้เป็นเนื้อคู่กับแฟน คุณจะเชื่อมั้ย และคุณจะคิดว่า : อาจจะเชื่อ แต่ก็เชื่อการกระทำของตัวเองมากกว่า
คุณคิดว่า เนื้อคู่ของคุณ มีจริงหรือเปล่า : พ่อเคยบอกว่า เราเกิดในดวงที่ไม่มีเนื้อคู่ (พ่อรู้วิธีดูดวงนิดหน่อย) ก็อาจจะจริง เพราะเรามีความรักทีไร ไม่แอบรักก็คบไม่ยืด ลงเอยอยู่สองอย่างนี้เอง
คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตหรือไม่ : คิดว่าเป็นเรื่องของบุญกรรมมากกว่านะ
คุณคิดว่า เนื้อคู่กันต้องหน้าคล้ายกัน คุณเชื่อมั้ย : เกี่ยวด้วยเหรอ
ถ้าแฟนคุณไม่ หล่อ/ไม่สวย อะไรที่จะมาแทนคำว่าไม่หล่อ/ไม่สวย : อย่าใช้คำว่า แทน เลย เพราะเราไม่เคยสนใจเรื่องหน้าตา(ไม่เกี่ยวกับหุ่น) แค่นิสัยโดยรวมเป็นแบบที่ชอบ(อย่างน้อยต้องซื่อสัตย์)ก็ OK แล้ว
อยากคบกับคนๆนึงซักกี่ปี : ตลอดชีวิต...สำหรับคนที่ตรงสเป็ก
คุณเป็นคนโรแมนติกหรือไม่ : ไม่... ออกจะแข็งๆด้วยซ้ำ
คนที่ พอดี กับดีพอ คุณเลือกแบบไหน : ถ้ามีคุณสมบัติตรงตามที่เรากำหนด 3 อย่าง ขึ้นไป(ที่ขาดไม่ได้ คือ ความซื่อสัตย์) ก็ถือว่าพอดี และดีพอ สำหรับเราแล้วล่ะ
คุณชอบคนนิ่งๆขรึมๆ หรือคนตลกเฮฮ่า : ชอบคนสำรวม ก็คงต้องค่อนข้างนิ่งล่ะมั้ง แต่ก็ต้องเป็นคนสดใส ประมาณว่า สามารถสนุกสนาน แต่ไม่แสดงออกมากจนดูร้อนแรงหรือโอเวอร์ เช่น ร้องวี้ดว้ายเสียงดัง หรือออกท่าออกทางมาก
ชอบคนเที่ยวผับหรือไม่ : ไม่ชอบ
คุณชอบเที่ยวผับหรือไม่ : ไม่ชอบเที่ยวไม่ว่าที่ไหน ยกเว้นมีกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งที่สนใจ หรือมีโอกาสพบคนดังที่ประทับใจ
คุณชอบแฟนที่ดื่มเหล้าหรือไม่ แล้วคุณดื่มหรือเปล่า : ไม่ชอบ แต่คิดว่าพอทำใจรับได้ ถ้าไม่ดื่มจนเป็นนิสัย ส่วนเราไม่ดื่มเลย(เคยลอง แต่ไม่ประทับใจในรสชาติ)
คุณชอบแฟนที่สูบบุหรี่หรือไม่ แล้วคุณสูบบุหรี่หรือเปล่า : ไม่ชอบอย่างแรง และเราไม่สูบ ไม่คิดอยากลองเลยด้วย
คุณชอบเซอร์ไพรซ์ หรือเป็นคนโดนเซอร์ไพรซ์ มากกว่ากัน : เราทำเซอร์ไพรซ์ไม่เก่อง น่าจะเป็นฝ่ายโดนทำเซอร์ไพรซ์
คุณคิดว่า คุณจะทะเลาะกันบ่อยมั้ย แล้วคุณจะทะเลาะกันเรื่องอะไร : คิดว่าน่าจะทะเลาะกันน้อยมาก เพราะเราเกลียดการทะเลาะ พยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะทำให้เกิดการทะเลาะเสมอ
ถ้าแฟน คุณจะลืม หรือทำบางอย่างขัดใจคุณ เรื่องไหนที่ไม่น่าจะให้อภัย : โกหกแล้วทำปากแข็ง ไม่ยอมรับเมื่อถูกสงสัยหรือจับได้
ถ้าแฟนคุณ ลืมวันเกิดคุณ คุณจะโกรธมั้ย : ไม่โกรธ แต่อาจมีน้อยใจ ถ้าคนที่ถูกเขาลืมวันเกิดมีเราคนเดียว
คำว่า น้อยใจ กับ งอน เหมือนกันมั้ย ในความคิดคุณ : น้อยใจ คือ ความรู้สึก งอน คือ อาการที่แสดงออก(เมื่อไม่ได้ดั่งใจ)
ผู้ชาย/ผู้หญิงแบบไหนที่คุณรับไม่ได้ : ผู้หญิงที่เปิดเผยขนาดพูดหรือแสดงออกในเรื่องลามกได้อย่างหน้าตาเฉยล่ะมั้ง
ถ้าแฟนคุณนอกใจ คุณจะ : ถามความต้องการของเขา ถ้าเลือกคนใหม่หรือบอกว่าต้องการทั้งสองก็ "เลิก" สถานเดียว
คุณเป็น คนขี้หึงมั้ย : ไม่ขี้หึง แต่ไม่ชอบเลย ถ้าเขาทำอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขายังคลุมเคลือ(เช่น ไม่ปฏิเสธคนอื่นๆที่มาจีบ)
คุณ อยากให้แฟนคุณหึงคุณมั้ย : เฉยๆ แต่ถ้าหึงก็อย่าถึงขั้นริบรอนสิทธิเสรีภาพละกัน
คุณชอบให้แฟนแต่งตัวมั้ย : ไม่แต่งก็ดี
คุณเป็นคนชอบแต่งตัวมั้ย : ไม่เลย ชอบง่ายๆ สบายๆ แบบมีเสื้อ กางเกง รองเท้า แค่นั้นพอ(อันนี้ไม่พูดถึงของที่เป็นเครื่องรางหรือเครื่องประดับประจำตัว อย่าง พระเครื่อง หรือกำไลข้อมือ นะ)
คุณอินเทรนแค่ไหน : ไม่สนใจ เน้นแต่งที่ตัวเองสบายเท่านั้น
คุณชอบแต่งตัวแนวไหน โปรดระบุ : เสื้อยืดตัวใหญ่ กางเก่งขาสั้นยาวตามโอกาสและความเหมาะสม(ถ้าไม่เดินทางไกล ร่วมกิจกรรมหรือพบบุคคลสำคัญ ก็ใช้ขาสั้นแบบสามส่วนเกือบตลอด)
คุณชอบให้แฟนคุณแต่งตัวสไตล์ไหน โปรดระบุ : ยกเว้นชุดรัดรูปกับโชว์เนื้อหนัง(สายเดี่ยว เกาะอก เปิดสะดือ พวกสั้นเหนือเข่า) จะแต่งอะไรก็ตามสบาย
ถ้าคุณไปเที่ยวกับแฟน แล้วคุณเห็นแฟน ใส่แบบไหน แล้วรับไม่ได้สุดๆ : แบบที่ระบุเป็นข้อยกเว้นในข้อที่แล้ว
คิดยังไงกับแฟน ที่ชอบแต่งหน้า(เน้นแต่งอย่างเดียว) : จะสวยไปไหน
คุณจะเป็นคนคุมแฟน หรือแฟนจะเป็นคนคุมคุณ : ที่ร้ๆ เราไม่ชอบคุมใคร และไม่ชอบถูกใครคุม
ถ้าคุณโกรธ เขา/เธอมากๆ คุณจะ : อาจจะพูดอะไรนิดหน่อย เพื่อให้เขาได้คิด หรือไม่ก็เฉยจนลืมไปเอง
ถ้าคุณงอน คุณอยากให้แฟนง้อยังไง : เราไม่ชอบงอน(เกลียดคนที่ทำอาการงอนด้วย)
คุณชอบคนที่อายุ น้อยกว่า หรือมากกว่า : ชอบคนอายุน้อยกว่า... ไม่ใช่ว่ารังเกียจคนอายุมากกว่านะ เพียงแต่ถ้าอายุมากกว่า ความรู้สึกเราจะหนักไปในทางพี่น้องมากกว่าคนรัก
คุณชอบคนที่อายุห่างกับคุณกี่ปี : เคยชอบคนที่อายุน้อยที่สุด คือ เด็กกว่าเรา 3 ปี
คุณชอบคนบ้านเดียวกัน หรือชอบคนต่างถิ่น : ยังไงก็ได้ แต่ถ้าใช้ภาษาเดียวกัน ก็น่าจะเข้าใจกันได้ง่ายและลึกซึ้งกว่า
คุณอยากเก่งเหมือนใคร โปรดระบุ : อยากเก่งเหมือนพี่โยชิมิ เพื่อนในกลุ่ม Thai Blind Twitter ที่สอนภาษาญี่ปุ่นให้เรา พี่เขาเป็นคนญี่ปุ่น แต่สามารถใช้ภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้คล่องเหมือนเป็นภาษาของตัวเอง
คุณชอบสัตว์เลี้ยงหรือไม่ ชอบสัตว์ชนิดไหน : เอ็นดูแมว ชื่นชมเสือ นอกนั้นเฉยๆ แต่ค่อนข้างกลัวแมลงและสัตว์เลื้อยคลาน
คุณชอบคนรักสัตว์หรือไม่ : เอาเป็นว่าเกลียดคนที่เห็นการรังแกหรือทำร้ายสัตว์เป็นเรื่องสนุกน่ายินดีมากๆ
คุณอยากให้แฟนคุณเก่งในเรื่องใด : งานบ้านกับทำอาหาร...ล่ะมั้ง อยากได้แฟนที่เป็นแม่ศรีเรือนนิดนึง
คุณอยากแต่งงานหรือไม่ : อยากแต่งงานกับผู้หญิง(ที่ไม่ใช่ทอม)
หลังแต่งงาน คุณอยากเป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน หรือเวิร์กกิ้งวูแมน /เวิร์กกิ้งแมน : อยากเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องรับผิดชอบงานในบ้านมาก
ชอบแฟนที่เป็นนักกีฬาหรือไม่ แล้วเปนกีฬาประเภทไหน : ไม่ชอบนักกีฬา แต่อาจยกเว้นนักยิมนาสติก เพราะเป็นกีฬาที่ชอบ
คุณชอบแฟนที่เล่นดนตรีเป็นมั้ย และเล่นเครื่องดนตรีใด : เล่นดนตรีไทยก็ดี จะได้เป็นเพื่อนกันซ้อม
คุณชอบแนวเพลงไหน : ชอบเกือบทุกแนว ยกเว้นร็อก(แต่ถ้ามันถูกใช้เป็นเพลงประกอบการ์ตูน หรือร้องโดยนักร้องที่เราชอบ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ฟังบ่อยที่สุดคือเพลงการ์ตูน กับเพลงไทยเดิม
ตอน คุณไม่มีแฟน คุณหมกมหมุ่นอยู่กับอะไร (เช่น หนังสือการ์ตูน ดารา เพลง เกมส์ ฯลฯฯ) : อินเตอร์เน็ต (ที่จริง เมื่อตอนมีแฟนก็ไม่ได้ใช้ชีวิตต่างจากนี้เลย)
คุณคิดว่าจะขึ้นคานมั้ย : 99.99% เป็นโสดตลอดชีวิต
คุณคิดว่า คุณหน้าตาเป็นไง : อัปลักษณ์
คุณอยากแต่งงานตอนอายุเท่าไร : ไม่คิด
คุณชอบแบบอยู่ก่อนแต่ง หรือแต่งก่อนอยู่ด้วยกัน : ชอบแต่งก่อนอยู่ แต่ในกรณีย์ของเราคงต้องใช้การตกลงเป็นคู่ชีวิตกันแทน
อยากได้แฟน ที่ชอบอะไรเหมือนกัน หรือชอบอะไรต่างกัน : ยังไงก็ได้ แต่ถ้าชอบต่างกัน ก็จะต้องเป็นกลางพอที่จะไม่ดูถูกความชอบของเราว่าไร้สาระ
จงเรียงข้อความต่อไปนี้ โดยคุณพิจารณาสิ่งไหนเปนอันดับแรก จากมากไปหาน้อย ถ้าจะมีแฟน นิสัย การศึกษา หน้าตา รูปร่าง ฐานะ : นอกจากนิสัยแล้ว เรื่องอื่นๆให้ความสำคัญ(น้อย)เท่าๆกัน
คติประจำใจเกี่ยวกับความรั : ซื่อสัตย์ มั่นคง
posted on 09 Jul 2011 14:56 by jee-san in Diary
เมื่อวานพวกเราที่เรียนภาษาญี่ปุ่นกับพี่โยได้นัดเจอกัน เพราะพี่โยมีเพื่อนชาวญี่ปุ่น(ที่ไม่รู้ภาษาไทย)มาหา แล้วได้ชวนพวกเราไปกินข้าวร่วมกัน จะได้ลองใช้ภาษาญี่ปุ่นที่เรียนมา อีกอย่างคือพี่โยอยากให้เพื่อนชาวญี่ปุ่นได้รู้จักกับเพื่อนๆคนไทย
เรื่องดีๆแบบนี้ เรามีหรือจะพลาด เดินทางจากหัวหินเข้ากรุงเทพฯเพื่อการนี้โดยเฉพาะเลย
น่าเสียดายที่พี่ปอมติดงาน ถ้าพี่ปอมได้ไปร่วมด้วย คงสนุกมากกว่านี้
แอบรู้สึกผิด ถึงจะไม่ใช่เราคนเดียวที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา แต่ปัญหาก็เกิดเพราะเรามากที่สุดเลย(เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พี่ปอมไม่ได้ไปสนุกด้วยกัน)
สุดท้ายคนที่ไปเลยมีแค่เรากับวิน(ไม่นับคนนำทาง คือแม่เรา คุณพ่อของวิน และพี่ปาน)
เพื่อนของพี่โยชื่อ ยูคาริ ล่ะ น่ารักมาก (อีกแล้ว)
เป็นคนญี่ปุ่น แต่ทำงานที่ฟินลิปปิน
จากคำบอกเล่าของแม่(เรื่องรูปร่างหน้าตา) คือ เป็นคนตัวเล็ก ท่าทางเหมือนคนขี้อาย
ตอนที่เราคุย ก็รู้สึกว่าเขาเรียบร้อยดีนะ
เรา...น่าจะเป็นคนเดียวที่คุยเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน(แต่หลังจากที่เรากลับออกมาแล้ว เชื่อว่าวินคงใส่ภาษาญี่ปุ่นเป็นชุดอย่างคล่องแคล่วกว่าเราเสียอีก)
ไม่ใช่เก่ง แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าความรู้ภาษาอังกฤษมันไปหลบอยู่ส่วนไหนของสมองหมด
สรุปว่า วินได้คุยกับยูคาริ-ซังเยอะกว่าเรา... ได้ยิน speak English โต้ตอบกันเป็นชุดเลย (ได้ข่าวว่าแอบเข้าไปทำความรู้จักตั้งแต่ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดแล้ว... ใช่มั้ยน้อง)
สรุปผลการทดลองวิชา...ของเรา... "ท่าดี ทีเหลว" ครับ (ร้องไห้...ดีมั้ยเนี่ย)
คุยได้คล่องเฉพาะตอนทักทาย
เรา : Konbanwa!
ยูคาริ-ซัง : Konbanwa!
เรา : Jii (สะกดแบบโรมาจิ) Desu. Douzo Yoroshiku Onegai Shimasu.
ยูคาริ-ซัง : Yukari Desu. (ได้ยินแบบนี้นะ)
เงียบไป 3 วินาที แล้วยูคาริ-ซังก็พูดประโยคที่เราไม่คุ้น แต่เราได้ยินมีคำว่า Nan Sai ก็เดาเอาว่าเขาถามอายุ
เรา : 25 Sai Desu. Yukari-san Wa?
ยูคาริ-ซัง : 21 Sai Desu.
ดีใจจริงๆที่เดาถูก
อันนี้คือตอนที่พี่โยให้เราทักทายกันระหว่างรอแท็กซีก่อนที่จะไปร้านอาหาร(ซึ่งสุดท้ายก็ไม่มีแท็กซีผ่านมาสักคัน พวกเราเลยต้องเปลี่ยนแผน เดินไปที่ร้านอาหารที่ใกล้กว่าแทน)
แต่พอยู่ที่ร้านอาหารแล้ว เราฟังภาษาญี่ปุ่นทั้งจากพี่โยและยูคาริ-ซังไม่รู้เรื่องเลย ทั้งที่บางประโยค เราเพิ่งได้เรียนไป
บางทีฟังออกเป็นคำๆ ต้องฟัง 2 รอบ ถึงจะเข้าใจทั้งประโยค
แต่ดีใจกับตอนที่เราถามว่า "พรุ่งนี้จะไปเที่ยวที่ไหน" และยูคาริ-ซังเข้าใจ เพราะประโยคนั้นเรามั่ว(อย่างมีหลักการ)เต็มๆ
Ashita Doko Ni Ryokou Shimasu Ka?
"พี่โยนั่งเงียบ... แปลว่าจี๋มั่วถูกใช่มั้ยครับ ฮ่าฮ่าฮ่า" (คิดในใจ)
ถ้าเราเก่งภาษาอังกฤษมากกว่านี้สักหน่อย และช่วงแรกเราไม่ลืมว่าสามารถใช้ภาษาอังกฤษช่วยได้(พอนึกได้ มันก็จมลงไปในสมองลึกจนงัดออกมาไม่ได้แล้ว) ก็คงได้คุยกันเยอะกว่านี้
เลยได้คุยกับยูคาริ-ซัง ซึ่งส่วนใหญ่เราเป็นฝ่ายถามด้วยประโยคง่ายๆแค่ 2 ประโยค (ไม่นับตอนทักทายก่อนไปร้านอาหาร) เอง
ถือเป็นการทดลองวิชาภาษาญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ครั้งแรกของพวกเรา และมันทำให้เรารู้ว่าตัวเองยังต้องพัฒนาทักษะการฟังสำหรับภาษาญี่ปุ่นอีกเยอะ
ขอบคุณพี่โย ที่ทำให้พวกเราได้มีประสบการณ์ดีๆ จากการได้รู้จักเพื่อนชาวต่างประเทศ...ที่น่ารัก (ได้เพื่อนเพิ่มมาอีก 1 คน ดีใจจริงๆ)
แถมเรายังได้ซีดีเพลงของ "แจม โปรเจ็ค" ที่ฝากพี่โยซื้อจากญี่ปุ่น หลังจากที่ต้องรอมานานเกือบ 3 เดือน
คือพี่เขาซื้อให้เราตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว ตอนแรกคุยกันว่าจะให้พี่เขาส่งทางไปรษณีย์หลังจากกลับมาไทย แต่พี่เขาก็ไม่มีเวลาจัดการให้สักที (ถ้าเป็นของอย่างอื่น...ที่ไม่เกี่ยวกับแจม หรือฮิโรโนบุ-ซัง เราคงหายอยากได้ไปนานแล้ว)
น่าเสียดาย ที่เราไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นไปด้วย ไม่งั้นคงได้ไปค้างกับพี่โย
มีเวลาได้พูดคุยฝึกภาษา และฝึกดำรงชีวิตแบบคนตาบอดผ่านประสบการณ์จริง โดยมีคนตาบอดด้วยกันเป็นผู้สอน
หวังว่าโอกาสหน้าคงได้ไปรบกวน จะพยายามเตรียมของใช้ส่วนตัวไปให้พร้อมขนาดอยู่ได้เป็นอาทิตย์เลย
คงได้เจอกันอีก ยูคาริ-ซัง!
posted on 16 Jun 2011 17:26 by jee-san in Diary
อัปเรื่องที่...ไม่ใช่ความรู้สึกล้วนๆและการพูดคุย(กับแฟนบล็อก)เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เลยมั้งเนี่ย
เมื่อช่วงเช้าได้ไปร่วมงานไหว้ครูดนตรีไทย ซึ่งจัดโดยคณะ รักศิลป์ไทย มาครับ
เชื่อมั้ยว่า ระยะทางจากบ้านเราถึงบ้านที่จัดงาน(รู้สึกจะเรียกว่า บ้านรักศิลป์ไทย ตามชื่อคณะ)ห่างกันไม่ถึง 5 กิโลฯ
แต่เรากับพ่อใช้เวลาเดินทางโดยรถส่วนตัวตั้งเกือบชั่วโมง สาเหตุหลัก คือ หาบ้านงานไม่เจอ
บรรยากาศในงานเมื่อเช้าชวนให้คิดถึงตอนยังเป็นนิสิตมากๆ
ถ้าเป็นที่ มศว (มหาลัยที่เราเคยเรียน...และจบ) จะต้องมีเสียงอาจารย์ประทีปพูดทำนองกล่าวต้อนรับผู้ที่ร่วมพิธี และเล่าเกี่ยวกับดนตรีไทยขั้นระหว่างพิธีสงฆ์และพิธีไหว้ครู
ที่เราชอบและคิดว่าดีมากๆเลย คือ อาจารย์ท่านมีการแนะนำเศียรทุกเศียร และภาพทุกภาพ
เศียรเป็นของเทวดาองค์ใด บุคคลในภาพคือท่านใด อาจารย์ท่านบอกทั้งหมดเลย
ของรักศิลป์ไทย แม้จะมีการพูดขั้นระหว่างสองพิธีเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เสียงอาจารย์ประทีปแล้วเราก็รู้สึกแปลกๆ
แล้วไม่รู้ว่า เราอุปทานหรือจำผิดเพี้ยนไปเองหรือเปล่า ได้ยินเสียงอ่านโองการเป็นเสียงเดียวกับที่ได้ยินที่ มศว ทุกปี ทั้งที่คนอ่าน(ครูผู้ประกอบพิธี)คนละคนกัน
จะว่าไป เราได้ยินเสียงอ่านโองการเสียงนี้มาตั้งแต่ร่วมพิธีไหว้ครูครั้งแรกที่โรงเรียนสมถวิลเลยล่ะ
อาจเป็นไปได้ว่า โรงเรียนสมถวิลกับคณะรักศิลป์ไทยใช้คนอ่านคนเดียวกัน แต่สำหรับ มศว ไม่ใช่แน่นอน
คนอ่านโองการที่ มศว เรารู้จักดีกว่าคนอ่านที่อื่นๆที่พูดถึงทั้งหมดเลย
ท่านเป็นครูสอนขับร้องอยู่ที่มหาลัยเรานั่นแหละ
เราได้ยินเสียงท่านเรื่อยๆในช่วงที่เรียนที่นั่น(แน่นอนว่ารู้ชื่อด้วย) ย่อมจำได้ดีกว่าเสียงอื่นๆ(หมายถึงเสียงที่อ่านโองการ)
วันนี้ก็ได้เจิมทั้งมือ ทั้งหน้าผาก
ปกติเวลาเข้าพิธีไหว้ครู ครูผู้ประกอบพิธี(หรือก็คือคนอ่านโองการที่พูดถึงก่อนหน้านี้)จะเจิมให้ที่หน้าผากอย่างเดียว แต่มีครั้งหนึ่งเข้าพิธีที่ มศว ครูผู้ประกอบพิธีเห็นเราและจำได้ว่าเราเรียนขลุ่ย ท่านเลยเจิมมือให้ด้วย บอกว่าจะได้เป่าขลุ่ยเก่ง
พูดถึงเรื่องเจิมก็นึกถึงตอนไปเข้าพิธีที่โรงเรียนสมถวิลอีกแล้ว ครั้งนั้นได้ครอบครูเป็นครั้งแรก(ครอบเครื่องสาย) มีการเจิมหน้าผากเหมือนกัน พอกลับไปเรียนตอนบ่าย ทั้งเพื่อน ทั้งอาจารย์ประจำชั้น ล้อกันใหญ่ว่า "จี๋ไปแต่งงานมา"
นี่ถ้าพ่อกับแม่ไม่ติดงานของโรตารี่(งานอะไรไม่รู้) คืนนี้เราจะต้องได้บรรเลงถวายมือ(ที่ มศว เรียกแบบนี้ แต่รู้สึกรักศิลป์ไทยจะเรียกว่า บรรเลงถวายครู)ร่วมกับวงของรักศิลป์ไทยด้วย
แต่พ่อกับแม่ต้องไปร่วมงานของโรตารี่ ไม่มีใครไปรับไปส่งเรา ก็เลยไม่ได้ร่วมบรรเลงด้วย
ดีแล้วล่ะ เพราะถ้าให้เราร่วมด้วย อาจจะมีเละ(อีก)ก็ได้
posted on 15 May 2011 10:34 by jee-san in Diary
วันเกิดเวียนมาบรรจบอีกรอบ
ปีนี้ 25 ... ครบเบญจเพสพอดี
รู้สึกเหมือนเพิ่งเขียนบล็อกวันเกิดอายุครบ 24 ไปเมื่อไม่กี่วันนี้เองแฮะ
วัน เวลา พอนึกย้อนกลับไปแล้ว มันไวจริงๆ
แค่ช่วงเช้านี้ก็ได้รับคำอวยพร(ทางเน็ต... ไม่นับทางโทรศัพท์และการอวยพรกับตัว)มากมายจนแทบอ่านไม่ทัน ขอบคุณครับ
...
เอ่อ... ภาษาบล็อกเรียกว่า อัปเลว ใช่มั้ยเนี่ย
posted on 30 Apr 2011 11:14 by jee-san in Diary
กำลังคิดว่าจะจัดระบบตัวเองใหม่... ซึ่งที่จริงก็เคยพยายามทำมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยสำเร็จ
แหะแหะ
รู้สึกว่ามีอะไรที่อยากทำมากมายในแต่ละวัน แต่ทำได้ไม่เคยครบ
อัปบล็อกก็น้อยลงด้วย... เดือนละ 1-2 เอนทรี เอง
พยายามจะเล่นเน็ตให้น้อยลง เพราะเท่าที่สังเกต ตัวเองให้เวลากับอินเตอร์เน็ตมากกว่าอย่างอื่น และคิดว่ามากเกินไป
แถมเป็นคนทำอะไรช้า... ถึงช้ามาก อย่างอัปบล็อกนี่ ที่ใช้เวลาน้อยสุดคือ 15 นาที (ถ้าจำไม่ผิด) ได้เอนทรีที่มีข้อความ 6 บรรทัดแบบไม่ถึง 1/4
สองข้อนี้น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แต่ละวัน เราทำกิจกรรมได้น้อย... เรียกว่าแทบไม่ได้ทำอย่างอื่นเลยนอกจากเล่นเน็ต(เล่นเกม อ่านและตอบข้อความใน twitter และ facebook)
นี่ก็ไม่ได้ซ้อมขลุ่ยกับทบทวนภาษาญี่ปุ่นมา...น่าจะมากกว่า 1 สัปดาห์ แล้วล่ะ
ช่วงนี้เหมือนจะกลับไปติดเกม Monopoly อีกแล้ว
ยิ่งตอนนี้...ไปอยู่กรุงเทพฯมา 2 อาทิตย์กว่า โดยไม่ได้เล่นเลย กลับมายิ่งโหยหา (ขนาดนั้น!)
ในงาน TGS น่าจะมีบูตหรือจุดที่จัดแสดงเกมของคนตาบอดบ้างนะ... หรือว่ามีแต่เราไม่รู้
คนตาดีเขามีดวนเกมพวก Dragon Ball , Street Fighter พวกเราคนตาบอดก็น่าจะได้ดวนเกมพวก Monopoly, Uno, Yahtzee ในงานนั้นบ้าง
แต่จะว่าไป เรื่องเกมนี่ เฉพาะตาบอดไทยคงมีเล่นไม่กี่คน
พี่เอกเคยบอก(เขียนเล่าในบล็อก)ว่า เกม Street Fighter ที่คนตาดีเล่นกัน คนตาบอดเราก็สามารถเล่นได้ เพราะเสียงจะดังที่ลำโพงตามทิศทางที่คู่ต่อสู้อยู่
เราก็อยากเล่น แต่ไม่รู้ว่าจะหาตัวเกมได้จากที่ไหน คงต้องรอขอจากพี่เอก(ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้เจอกัน) จะได้เป็นเวอร์ชันเดียวกัน
และถ้าเกม Dragon Ball เป็นเหมือน Street Fighter (เสียงดังที่ลำโพงตามทิศทางที่คู่ต่อสู้อยู่) ก็จะดีมาก
เราชอบ Dragon Ball มากกว่า Street Fighter อีก
พูดถึงเกม Dragon Ball ตอนไปกรุงเทพฯครั้งหล้าสุดนี้ได้ลองเล่นเกม Dragon Ball ที่เป็นเกมวี(จำได้ว่าเรียกแบบนี้)ด้วยล่ะ
ได้ทำท่าปล่อยพลังเหมือนในการ์ตูนเลย ฮ่าฮ่า
ขำน้องหนุ่ยกับเตยอย่างแรง เห็นเรากับต้นเล่นกันแล้วอยากเล่นบ้าง ต้นเลยจัดให้ทั้งสองคนเป็นคู่ซ้อมให้เรา
แต่ไม่ยอมสอนวิธีใช้ท่าต่างๆให้... สอนให้เราคนเดียว แถมคอยบรรยายภาพในจอให้ด้วย
"เอ็งมองเห็น เอ็งก็ศึกษาเองสิวะ วิธีเล่นก็มีให้อ่านอยู่ ดูพี่จี๋เอาก็ได้" (คำพูดที่ต้นพูดกับเตย)
สรุป คือ ทั้งสองคนเล่นแพ้เราเกือบทุกครั้ง จนน้องหนุ่ยถึงกับขอเอาเกมนี้กลับไปซุ่มซ้อมที่บ้าน
แต่ที่ขำเนี่ย ไม่ได้ขำที่พวกเขาแพ้นะ ขำที่พวกเขาเล่นไป บ่นไป
ขำวิธีการของต้นที่ให้คนตาดีเล่นเกมต่อสู้กับคนตาบอด โดยที่ไม่สอนคนตาดี(ให้ดูเอาเอง) แต่สอนคนตาบอดอย่างละเอียด เข้าใจคิดนะ
และขำน้องหนุ่ยที่ถึงกับเอาเกมนี้กลับไปซุ่มซ้อมคนเดียว... น่าจะเป็นครั้งแรกที่น้องหนุ่ยจริงจังกับเกม
จากนี้ไป นอกจากทบทวนความรู้ที่เรียนมา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเรามากที่สุด อย่าง ดนตรีไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น (อันหลังนี้เพิ่งเรียนได้ 4 เดือน)
ก็ต้องทำอะไรให้ตัวเองมีรายได้ไว้ใช้จ่ายส่วนตัวด้วย เพราะเรียนจบแล้ว แม่ไม่ให้เบี้ยเลี้ยง(แต่บางอย่างที่อยากได้ ยังสามารถขอให้พ่อหรือแม่ซื้อให้ได้)
งานที่สมัครไว้ยังไม่มีการตอบรับ
ตอนนี้ก็เลยต้องหาอะไรที่พอทำได้ทำแก้ขัด คือ ทำพวงกุญแจลูกปัด ซึ่งก็หวังว่าจะขายได้บ้าง
ที่แน่ๆ ตอนนี้มีออร์เดอร์ขนมเข้ามาแล้ว คนสั่งคือป้าติ๋วเจ้าเก่า จะมารับขนมเดือนหน้า เรากับแม่จะช่วยกันทำ รายได้ก็หารกัน
เรามีความปรารถนาแรงกล้าอยู่ 2 อย่าง ซึ่งเงินจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้สัมฤทธิ์ผม (ใช้คำถูกมั้ยเนี่ย) นั่นคือพบศิลปินที่ชื่นชอบ (คงไม่ต้องบอกว่าเป็นใครแล้วมั้ง) กับเที่ยวญี่ปุ่น
เรื่องแรกนั้นสมปรารถนาแล้ว เราได้เจอศิลปินที่ชื่นชอบซึ่งมาจากแดนไกลถึง 2 ครั้ง แต่...แน่นอนว่าเรายังรอครั้งต่อไปอีก
ส่วนเรื่องที่สอง มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น
ป้าติ๋วกับพี่เอ็มบอกว่า รอให้แรนดี้มาไทยปีหน้า แล้วจะพาเราไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วย เพราะแรนดี้ก็ชอบญี่ปุ่น ที่สำคัญคือเขารู้ภาษาญี่ปุ่น เพราะเคยไปอยู่ที่ญี่ปุ่น 5 ปี
แรนดี้ไปด้วยจะได้ช่วยเรื่องการสื่อสาร
เพียงแต่เราจะต้องเก็บเงินเตรียมไว้ จะได้เที่ยวอย่างสบายใจ
มีคนสนับสนุนความปรารถนาของเราแล้ว สู้ตาย!
posted on 07 Mar 2011 08:32 by jee-san in Diary
สงสัยว่าเราจะกำลังดวงตก
ช่วงนี้รู้สึกว่าอะไรๆก็ไม่ได้ดั่งใจไปหมด
ของที่ใช้เป็นประจำหรือจำเป็นต้องใช้พัง
คนรอบข้างอารมณ์แปรปรวน (ถ้าแปรปรวนแล้วไม่มาลงกับเราจะไม่เครียดเลย)
รายได้ไม่มีเข้ากระเป๋า
พอดวงตกก็พาให้จิตตก
มีอะไรขัดอก ขัดใจ แค่นิดหน่อยก็เสร้า ห่อเหี่ยว เหมือนกับเป็นเรื่องหนักหนา คอขาดบาดตาย(แต่บางเรื่องก็หนักหนาสำหรับเราจริงๆ)
แถมนึกอะไรก็เป็นเรื่องเครียด เรื่องเศร้า ไปหมด
ที่แย่ที่สุด คือ รู้สึกว่าถูกทิ้ง ถูกลืม(จากคนในวงการ)
เป็นความรู้สึกที่ไม่ดีเลย
posted on 22 Feb 2011 19:59 by jee-san in Journal
4 ธันวาคม 2553
วันนี้ซ้อมย่อยที่ประสานมิตร
เราไปถึงที่มหาลัยตั้งแต่หกโมง... ยังไม่ค่อยมีใครมาเท่าไร
จนกระทั่งแปดโมงกว่า ซึ่งใกล้เวลาลงทะเบียนนั่นล่ะ เพื่อนๆเราถึงจะเริ่มมากัน(ไม่นับอุ๊ ที่มาถึงตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมง เพราะต้องขับรถมาไกลจากราชบุรี)
จำไม่ได้แล้วว่ากำหนดการต้องลงทะเบียนกี่โมง รู้แต่ว่าคณะเราเหลตไปไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง (นี่คือเอกลักษณ์ของพวกเราชาวศิลปกรรมฯ)
การซ้อมวันนี้แยกเป็นคณะ
คณะของเราซ้อมที่ตึกคณะของตัวเอง บนห้องประชุมชั้น 14
อาจารย์อธิบายลำดับและข้อปฏิบัติต่างๆเรียบร้อย ก็ได้เวลาซ้อมปฏิบัติ เริ่มตั้งแต่การลุกจากที่นั่ง เดินแถวขึ้นเวที รับงาน เดินลงจากเวที จนถึงกลับเข้าที่นั่ง
ของเราก็ต้องมีอาจารย์นำทาง
อาจารย์วีระมาช่วยนำทางและคอยบอกขั้นตอนต่างๆให้ตั้ง 2 รอบ ขอบพระคุณครับ
จำไม่ได้แล้วว่าซ้อมไป 3 หรือ 4 รอบ แต่มีช่วงหนึ่ง(หลังจากรอบที่ 2 ไปแล้ว) เราโดนปล่อยให้เดินเองกลางเวที(ประมาณว่าคนนำทางลืม) ทำให้เกิดการหล้าช้าด้วยล่ะ
ก็ผ่านไปได้ด้วยดี
ตอนบ่ายก็สวมครุยถ่ายรูปร่วมกับอาจารย์ในคณะ เพื่อนๆ
เดินไป เดินมา(เพื่อหามุมถ่ายรูป) จนรองเท้ากัด เล่นเอาน้ำตาแทบร่วง
ไม่รู้ว่าอคติ(กับเครื่องแต่งกายที่ทำให้ดูเป็นผู้หญิง) หรือลักษณะทางกายภาพของเราไม่เหมาะกับรองเท้าส้นสูงจริงๆ ซื้อกี่คู่ ก็ใส่ไม่สบายสักคู่(แถมบางครั้งยังโดนรองเท้ากัดจนเป็นแผลด้วยล่ะ)
ยิ่งตอนเดินกลับไปขึ้นแท็กซีนี่ น้ำตาเล็ดเลย จนพ่อกับแม่ต้องพาซื้อรองเท้าใหม่ ซึ่งมีร้านนำมาขายในมหาลัยเดี๋ยวนั้น
แต่คู่ที่ซื้อใหม่ก็ยังไม่ OK อยู่ดี รองเท้าส้นสูงนี่มัน "นรกชัดๆ"
5 ธันวาคม 2553
วันนี้ซ้อมย่อยที่องครักษ์
ได้ซ้อมในสถานที่จริง
เราก็ไปถึงแต่เช้าอีกแล้ว ออกจากบ้าน(แถวแจ้งวัฒนะ)ตั้งแต่ตีห้า
ไปถึงก็หกโมง นั่งรอจนถึงเก้าโมง ก็ไม่เจอว่ามีเพื่อนหรือนิสิตปริญญาตรีมาสักคน
สุดท้าย... ให้แม่หยิบกำหนดการมาดู ปรากฏว่า... ของนิสิตปริญญาตรีนัดลงทะเบียนตอนสิบโมง...
เราจำเวลาผิด...นะครับพี่น้อง
นี่เราตื่นมาเตรียมตัวตั้งแต่ยังไม่ตีสี่ รีบออกเดินทางตั้งแต่ตีห้าเพื่อ...
การซ้อมวันนี้เริ่มตั้งแต่การเดินแถวเข้าหอประชุม
ของเรา อาจารย์ให้เข้าไปนั่งรอข้างในได้เลย ไม่ต้องเดินแถว
อาจารย์บอกว่า ปกติ ถ้าเป็นคนพิการหรือไม่สะดวกในการเดิน ทางมหาลัยจะให้เข้าไปนั่งรอในหอประชุมเลย
ที่จริงเรื่องเดินแถวเราไม่มีปัญหา คือคิดว่าเดินได้หากอาจารย์อนุโลมให้ใช้คนนำทาง
แต่เรากังวลกับรองเท้า(ก็เจ้ารองเท้าส้นสูงนั่นล่ะ)มากๆ... กลัวจะทนพิษรองเท้ากัดไม่ไหว
ทางมหาลัยอนุโลมให้เข้าไปนั่งรอข้างในได้เลยแบบนี้ ก็ถือว่าดีมากสำหรับเรา
แต่...ตอนขึ้นรับนี่สิ อาจารย์ส่วนกลางจะให้เรานั่งรถเข็นขึ้นไปรับ บอกว่าเพื่อความรวดเร็ว
ไม่เวิร์กนะครับแบบนี้ เราตาบอด ไม่ได้ขาพิการหรือเดินไม่ได้สักหน่อย
ใจคอจะให้เราเป็นทั้งตาบอดและขาพิการเลยเหรอครับ
ถ้าถามความต้องการของเรา เราต้องปฏิเสธแน่นอน แต่นี่อาจารย์ส่วนกลางอ้างว่า รุ่นพี่เราที่เป็นคนตาบอดก็ต้องนั่งรถเข็นเหมือนกัน เพราะถ้าไม่อย่างงั้นจะทำให้เกิดการหล้าช้า
เราก็เลยต้องยอมตามนั้น เพราะไม่อยากมีปัญหา แต่เราก็เป็นคนเดินช้าจริงๆ... รู้ตัวอยู่ ถึงไม่อยากเรียกร้องมาก
แต่ก็...นะ ความรู้สึกตอนที่นั่งอยู่บนรถเข็นมันไม่ดีเลย(ออกแนวอับอายและตลกตัวเอง)
นอกจากถูกจัดให้นั่งรถเข็นแบบคนขาพิการ ก็ยังถูกย้ายลำดับให้รับเป็นคนสุดท้ายของคณะศิลปกรรมศาสตร์ จากที่เดิมรับเป็นคนที่ 2 ของเอกดนตรีไทย(กลุ่มทั่วไป)... ห่างกันตั้งหลายสิบคน
ตอนนั่งในพิธี ก็ต้องนั่งกับเพื่อนขาพิการ ไม่ได้นั่งกับเพื่อนในเอกหรือคณะเดียวกัน ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความรู้สึกเราตอนนั้นเคว้งนะ
รอบตัวมีแต่คนไม่รู้จัก(แต่ตอนหลังก็ได้ทำความรู้จักกัน) ถึงคุยกันได้ก็ไม่สนิทใจเท่าเพื่อนหรืออาจารย์ในเอก
แถมพอถึงคิวเรารับ อาจารย์ที่ดูแลเราก็ดันลืมเข็นรถให้อีก (ดีนะ ที่นี่เป็นแค่การซ้อม)
เรื่องนี้แม่กับยายเรารับไม่ได้อย่างแรง ถึงกับโทรไประบายกับอาจารย์เอกดนตรีไทย หลังจากซ้อมเสร็จ กลับถึงบ้านเรียบร้อย
ก็เลยได้รู้ว่า ทั้งอาจารย์และเพื่อนๆเอกดนตรีไทยก็ไม่เห็นด้วยที่ให้เรานั่งรถเข็นเหมือนกัน
ดีใจจริงๆ เพราะอย่างน้อยก็แสดงว่าเราไม่ได้คิดไปเอง
แถมโทรไปถามพี่โจ้ The Pianist ก็ได้รับคำตอบว่า พี่เขาไม่ได้นั่งรถเข็น แต่เดินขึ้นไปรับโดยมีอาจารย์นำทาง
รู้แบบนี้ เราก็ไม่ชอบใจอย่างแรง
แต่วันนี้ก็มีเรื่องให้ประทับใจ
อาจารย์อธิการฯมาแสดงความยินดี และซ้อมการรับงานให้เราด้วยตัวเอง ขอบพระคุณครับ
6 ธันวาคม 2553
วันนี้ซ้อมใหญ่ที่องครักษ์
ทำเหมือนวันจริงทุกประการ
ก่อนซ้อมมีการถ่ายรูปหมู่เป็นคณะ
คณะเรา อาจารย์นัดให้พร้อมถ่ายรูปเวลา 5.45 น.
แต่ตัวอาจารย์มาเกือบแปดโมงนะครับ ได้ถ่ายรูปตอนแปดโมงกว่า (คณะอื่นนัดสายกว่า ได้ถ่ายก่อนอีก) แถมต้องยืนให้รุ่นน้องบูมหลายนาที
ตอนนั้นสวมครุยแล้วด้วย อากาศก็ร้อน แทบเป็นลมแน่ะ
ยังมีเจ้ารองเท้าส้นสูง(คู่ที่พ่อกับแม่ซื้อให้เมื่อวันซ้อมวันแรก)ที่สร้างความเจ็บปวดให้ทุกครั้งที่เก้าเท้าเดินอีก หฤโหดดีจริงๆ
ระหว่างรอเข้าหอประชุมก็ถ่ายรูปกับน้าๆ
ก่อนเข้าหอประชุม แม่กับยายไปปรึกษาอาจารย์เอกดนตรีไทย เพื่อที่จะให้เราไม่ต้องนั่งรถเข็นขึ้นรับ
ไม่รู้ว่าอาจารย์จัดการกันยังไง แต่สรุปแล้ว เราก็ได้ตามที่ขอ
อาจารย์คณะบดี(คณะบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์)มอบหมายอาจารย์เปิล(จำชื่อจริงไม่ได้)มาคอยบอกการปฏิบัติในขั้นตอนต่างๆ ตลอดทั้งนำทางตอนขึ้นรับ ขอบพระคุณอาจารย์ทั้งสองท่านมากครับ
อาจารย์คณะบดีย้ายชื่อเรากลับมาอยู่ลำดับเดิม(คนที่ 2 ของเอกดนตรีไทย)ให้ด้วยล่ะ
แต่หลังจากซ้อมกับอาจารย์เปิลต่างหากก่อนซ้อมเหมือนจริง อาจารย์ที่เป็นพิธีกร(ไม่รู้จักชื่อ)คงเห็นว่าเรายังเดินช้าอยู่ จะให้กลับไปรับคนสุดท้ายของคณะเหมือนตอนซ้อมวันที่ 2 ก็กลัวถูกหาว่าแบ่งแยก (แม่เราว่าอาจารย์แบบนี้จริงๆ ตอนที่รู้ว่าเราถูกจัดให้นั่งรถเข็นและต้องรับเป็นคนสุดท้ายของคณะ) ก็เลยให้รับคนสุดท้ายของเอกดนตรีไทยแทน
วันนี้ทำเหมือนวันจริงทุกอย่างจริงๆ แม้แต่การจัดสถานที่ ห้ามทุกคนเข้านั่งหรือพักตามอาคาร
การซ้อมก็เริ่มตั้งแต่การเดินแถวเข้าหอประชุม พิธีการต่างๆในหอประชุมตั้งแต่เสด็จถึง
ตอนนั่งในพิธี เราก็ยังคงต้องนั่งแยกกับเพื่อนๆ(นั่งรวมกับเพื่อนคณะอื่น ซึ่งไม่ใช่กลุ่มที่ต้องนั่งรถเข็นขึ้นรับ) แต่ อาจารย์เปิลนั่งอยู่ด้วยตลอด ทำให้รู้สึกอุ่นใจกว่า
พอเพื่อนๆเอกดนตรีไทยเดินมา อาจารย์ก็พาเราไปยืนต่อที่ท้ายแถว(แทรกระหว่างเพื่อนคนสุดท้ายของเอกดนตรีไทยที่เดินมา กับเพื่อนคนแรกของเอกนาฏศิลป์)และเดินไปด้วยกัน
อาจารย์ย้ำแต่ว่า ตอนขึ้นรับงานให้ทำเร็วๆ เราเลยรีบซะจนพลาดเหยียบเท้าอาจารย์ ตอนถอยออกจากจุดรับงานเต็มๆ
ขอโทษจริงๆครับอาจารย์
การซ้อมเหมือนจริงก็ผ่านไปได้ด้วยดี
8 ธันวาคม 2553
วันนี้รับจริงที่องครักษ์
เข้าหอประชุมตั้งสิบเอ็ดโมงกว่า แต่ก็ต้องไปแต่เช้า(ไปถึงตั้งแต่หกโมงอีกแล้ว) เพราะถ้าไม่อย่างงั้นหาที่จอดรถไม่ได้
ไปกินข้าวเช้าที่นั่น เสร็จก็ถ่ายรูปกับน้าๆ และเพื่อนๆ(เฉพาะที่เจอตัวตอนนั้น) ระหว่างรอเข้าหอประชุม
พอเข้าหอประชุม ก็แยกไปนั่งกับอาจารย์เปิลสองคน(ท่ามกลางเพื่อนคณะอื่น)เหมือนเดิม
คณะศิลปกรรมศาสตร์รับเป็นคณะรองสุดท้าย ลำดับของเราก็อยู่ตั้งคนที่ 3832
นั่งนานจนแอบหลับได้หลายตื่นเลย ฮ่าฮ่า
ระหว่างนั่งอยู่ ได้ยินเสียงเพื่อน(เพื่อนคณะอื่น)ที่ขึ้นรับก่อนพูดด้วยว่า "คนละอารมณ์กับตอนซ้อมเลยว่ะ"
น่าแปลกที่เรารู้สึกไม่ต่างจากเมื่อวันซ้อมใหญ่... ออกจะตื่นเต้นน้อยกว่าด้วยซ้ำ
อาจารย์เปิลก็คอยปลอบเราไม่ให้ตื่นเต้น แต่ท่าทางอาจารย์ตื่นเต้นมากกว่าเราอีก ย้ำเราตั้งหลายครั้ง
"จี๋! เวลารับงาน อย่าให้หลุดมือนะ"
"จี๋! ไม่ต้องสนใจว่าท่ารับงานจะถูกหรือเปล่า อย่าให้หลุดมือ เท่านั้นพอ"
โห! อาจารย์ย้ำซะจนเราจะตื่นเต้นไปด้วย
ตอนขึ้นรับ ไม่รู้ว่าเราเดินหรือทำอะไรผิดจังหวะตอนไหนสิ
ทั้งที่ก้าวเท้าพร้อมอาจารย์ทุกก้าว(บางก้าวเกือบจะนำด้วยซ้ำ) แต่ก็ยังเข้ายืนที่จุดถวายความเคารพช้า
อาจารย์คณะบดีเลยต้องอ่านเว้นช่วงให้
ตอนเข้าไปรับก็แทบวิ่ง... เหมือนจะเข้าไม่ถึงจุดรับงานด้วยล่ะ
เพราะมีความรู้สึกว่า อาจารย์จับแขนเราดึงยื่นออกไปไกลมาก เราต้องโน้มตัวไปข้างหน้าจนเกือบขนานกับพื้น
และในที่สุด เราก็ได้ใบปริญญามาอยู่ในมือ ไม่ทำหลุดมือเหมือนที่อาจารย์กลัวด้วยล่ะ
พอครบทุกคณะก็กล่าวคำปฏิญาณ
สมเด็จพระเทพฯพระราชทานพระราโชวาท... เป็นอันเสร็จพิธี
ก่อนกลับก็ถ่ายรูปกับใบปริญญาอีกหน่อย หลังจากถ่ายกับดอกไม้บ้าง มือเปล่าบ้าง ไปแล้วหลายรูป
อยากถ่ายกับเพื่อนๆ แต่หาไม่เจอ ไม่รู้ว่าไปอยู่ตรงไหนกัน
เหนื่อยมากกับทั้งสี่วัน แต่ก็เป็นสี่วันที่เรารู้สึกภูมิใจมากที่สุด
posted on 28 Jan 2011 00:02 by jee-san in Diary

รูปถ่ายกับ คาเงยามะ ฮิโรโนบุ ในงาน Thailand Game Show 2010
ได้เจอป๋าฮิโรโนบุเป็นครั้งแรก ประทับใจมากๆ
ตอนนั้นเขามีล่ามแปลข้อความให้ด้วยล่ะ พี่ล่ามถามเราเหมือนกันว่าอยากจะพูดอะไรหรือเปล่า แต่เราตื่นเต้น... แบบว่าดีใจมากจนลืมสิ่งที่อยากจะพูดหมด
พูดไม่ออก... ประมาณนั้น
ยังดีที่อุตส่าห์บอกพี่เขาไปจนได้ว่านึกไม่ออกเพราะกำลังดีใจมากที่ได้เจอป๋า พี่เขาก็แปลข้อความนั้นเป็นภาษาญี่ปุ่นให้
ป๋าก็เลย...เหมือนกับช่วยเรียกสติให้เรา คือพูดทักทายเราทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย จับมือเขย่า ตบไหล่ ส่วนเราก็...ยังคงได้แต่ยืนยิ้ม และพูดทักทายภาษาญี่ปุ่น...ด้วยเสียงที่เบามากๆ
ก่อนหน้านี้อุตส่าห์ไปหาประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้พูดเวลาจะขอถ่ายรูปร่วม ซ้อมอย่างดิบดี ก็พูดไม่ออกอีก
สุดท้ายพ่อต้องบอกให้... พูดภาษาไทยพร้อมกับชี้ที่กล้องถ่ายรูป
แล้วก็เลยได้รูปข้างบนนี้ออกมา
ที่จริงพ่อถ่ายให้ 3-4 รูป ได้ ถ่ายเป็นสเต็ป (ใช้คำถูกหรือเปล่าหนอ) เริ่มตั้งแต่ที่เรายังไม่เดินเข้าไป เราพูดกับพี่ล่าม ป๋าจับมือเราหลังจากพี่ล่ามแปลข้อความ และจบที่ป๋าเกาะไหล่เราหลังจากที่พ่อบอกให้รู้ว่า เราต้องการถ่ายรูป
ก็คือรูปข้างบนนี้เอง ส่วนรูปอื่นๆไม่ได้สแกนไว้ แต่เก็บอยู่ในอาลบัม
ตกใจนิดๆ ไม่คิดว่าจะได้ถึงขนาดนี้ ตอนแรกกะว่าแค่เกาะแขน หรือไม่ก็จับมือ
รูปถ่ายกับกลุ่มศิลปินวงแจม โปรเจ็ค ในงาน Thailand Game Show 2011
นึกถึงวันแล้วก็อดอัศจรรย์ใจไม่ได้
เหตุการณ์ประทับใจทั้งสองเกิดในวันที่ 8 มกราคม เหมือนกันเลย
ที่จริงเขาลงรูปนี้ให้หลายวันแล้ว แต่เราเพิ่งรู้วิธีเซฟ ฮ่าฮ่าฮ่า
ครั้งนี้นอกจากจะมีป๋าฮิโรโนบุที่...ชื่นชอบอยู่แล้ว ก็ยังมีนักร้องเพลงการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งจัดว่าอยู่ในขอบข่ายความสนใจของเราอีก 4 คน
ป๋าเกาะไหล่อีกแล้ว ฮ่าฮ่า
แต่แปลกใจมาก คือไม่อยากเชื่อว่าเซ็นต์ตัวเองจะเพี้ยนได้ขนาดนี้
ตอนนั้นรู้สึกจริงๆนะ ว่ามีคนเกาะไหล่ทั้งสองข้าง แต่พอมาดูในรูป(โดยแม่เป็นคนดูและบรรยายให้ฟัง) กลายเป็นว่า ป๋าฮิโรโนบุซึ่งยืนอยู่ด้านขวาเอามืออ้อมมาเกาะไหล่ข้างซ้าย(คือโอบไหล่นั่นเอง) ส่วนไหล่ข้างขวาไม่มีใครเกาะทั้งนั้น
คิดเล่นๆอยู่เหมือนกันนะ ว่าป๋าเข้าใจว่าเราเป็นเด็กผู้ชายหรือเปล่า ถึงได้กล้าโอบไหล่ และตบไหล่...เหมือนกับที่ผู้ใหญ่ทำกับเด็กเวลารู้สึกเอ็นดูน่ะ
คือทั้งสองครั้งที่เจอป๋าเนี่ย เราแต่งตัวเนี้ยบ(กว่าปกติ)ทั้งนั้นเลยนะ
แต่คงไม่... เราไม่แมนขนาดนั้นหรอก อิอิ
แม่เราติดเข้ามาในรูปโดยไม่ได้ตั้งใจทั้งสองครั้งเลย คือทั้งสองครั้งเนี่ย แม่ตั้งใจปล่อยให้เราถ่ายคนเดียว
ส่งเราถึงตัวศิลปินแล้วก็จะถอยออกห่าง แต่คนถ่ายไม่รู้ เลยพยายามถ่ายให้ติดแม่ด้วย รูปแม่ที่ติดเข้ามาเลยไม่ค่อยสวยเท่าไร(อันนี้แม่บอกนะ)
ครั้งนี้กล้องเราก็มีถ่ายไว้ด้วยเหมือนกัน มี 2 ช็อต ที่ถ่ายกับศิลปิน
รู้สึกว่าแม่จะถ่ายเดี่ยวศิลปินทั้งห้าคนไว้ด้วย แต่...อยากจะร้องไห้ รูปล้างมาแล้วไม่ดีเลย มืดเป็นกรอบดำๆ (แม่บอก)
เจ็บใจที่สุด เมื่อรู้ว่าสาเหตุที่ทำให้รูปออกมาแบบนั้น คือ การเปลี่ยนไปใช้ฟีล์มยี่ห้อที่ไม่เคยใช้มาก่อน
แม่ล่ะก็ ไม่น่ามาลองของใหม่ในช่วงเวลาสำคัญของเราเลย (ขำๆนะ)